สาระน่ารู้ สุข....สุขภาพ หมอกจางๆ หรือ ควัน ปัญหาที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ..


  

     ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมของทุกปี พื้นที่ตอนบนของภาคเหนือมักประสบปัญหาหมอกควันปกคลุม ซึ่งปีนี้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่ามีแนวโน้มหมอกควันเกินค่ามาตรฐาน (120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) และส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพมากถึง 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก และพะเยา
     สาเหตุของปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นทุกปีในภาคเหนือตอนบน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีสภาพภูมิประเทศเป็นหุบเขาแอ่งกระทะ ประกอบกับกิจกรรมของมนุษย์ที่มีทั้งการเผาป่า และการเผาตามวิถีชาวบ้านที่มีสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีต เช่น การเผาขยะและเศษใบไม้ การเผาเพื่อหาของป่า โดยเฉพาะผักหวานและเห็ดเผาะ อีกทั้งยังมีปัจจัยมลพิษจากควันไอเสียและผ้าเบรกของยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง
     กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่ามลพิษจากหมอกควันมีผลต่อสุขภาพอย่างมากโดยพบว่าฝุ่นละอองของคาร์บอนทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ จมูก คอ หลอดลม ปอด ยิ่งฝุ่นละอองเล็กกว่า 10 ไมโครเมตร จะยิ่งเข้าสู่ปอดได้ง่าย ส่งผลให้เกิดอาการปอดอักเสบ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ทำให้ขาดออกซิเจน สารไดออกซิน ก๊าซจากสารอินทรีย์ระเหย และก๊าซโอโซน ทำให้ระคายเคือง ระบบทางเดินหายใจและทำให้ปอดอักเสบ หากได้รับสารชนิดนี้ไปนานหลายปีอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ จะมีผลให้เกิดอาการระคายเคืองทางเดินหายใจ ทำลายเนื้อเยื่อปอด อาจทำให้ปอดบวมนํ้าและเมื่อผสมกับนํ้าในร่างกายจะมีฤทธิ์เป็นกรด
     ผู้ที่ต้องเผชิญกับหมอกควันในระยะนี้อาจมีอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ แสบตา ตาแดง มีนํ้าลายไหล นํ้ามูกไหล เจ็บคอ คออักเสบ ไอหรือหายใจลำบาก ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ส่วนในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจอาการอาจกำเริบได้ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงควรจะต้องดูแลสุขภาพมากเป็นพิเศษในระยะนี้ ได้แก่กลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจและโรคปอด โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ และกลุ่มทำงานที่เสี่ยงต่อการได้รับฝุ่นละอองและหมอกควัน อาทิ คนงานในโรงโม่หิน คนงานก่อสร้างที่ทำงานในบริเวณที่มีปัญหาหมอกควันปกคลุม
    
สำหรับวิธีป้องกันคือ 1.ถ้าอยู่ในบริเวณที่มีควันไฟและหมอกควันให้ใช้หน้ากากอนามัยหรือผ้าที่ทำด้วยฝ้ายหรือลินินพันหลายทบมาคาดปากและจมูก อาจพรมนํ้าที่ผ้าหมาดๆเพื่อซับกรองสารพิษได้มากขึ้น 2.หากหน้ากากอนามัยหรือผ้าคาดปาก/จมูกสกปรก หรือเริ่มรู้สึกอึดอัดหายใจไม่สะดวกให้เปลี่ยนใหม่ 3.หากที่พักอาศัยหรือจุดที่อยู่ไม่มีระบบระบายอากาศ ระบบปรับอากาศ ต้องปิดหน้าต่างและพยายามไล่ควันออกจากอาคาร เช่น เป่าพัดลมในทางเดียวไล่ควัน 4.ในห้องเรียน ศูนย์เด็กเล็ก สถานพยาบาล ศูนย์การค้า หรืออาคารขนาดใหญ่ซึ่งมีที่กรองอากาศ ให้เปลี่ยนหรือทำความสะอาดเป็นประจำ 5.ยุติการเผาชั่วคราว 6.ดูแลสมาชิกในบ้านโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหากพบอาการผิดปกติให้นำส่งแพทย์ 7.ติดตามข่าวสารเตือนภัย



     นอกจากนี้ มีคำแนะนำในการสังเกตประเมินสถานการณ์เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะเผชิญปัญหาหมอกควันใน 4 ระดับตามปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ ดังนี้
     1.หากปริมาณฝุ่นละอองในอากาศน้อยกว่า 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม. หรือสามารถมองเห็นเสาไฟฟ้าได้ไกลประมาณ 4 ต้น ให้ถือว่าสถานการณ์ยังปกติประชาชนที่อยู่ในพื้นที่จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ห้ามเพื่อนบ้านในพื้นที่เผาขยะ เผาทำการเกษตรเพิ่มเติม
     2.หากปริมาณฝุ่น 120-150 ไมโครกรัม/ลบ.ม.หรือสามารถมองเห็นเสาไฟฟ้าได้เพียง 3 ต้น แสดงว่าจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของกลุ่มเสี่ยง ผู้ที่รู้ตัวว่าเข้าข่ายอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องออกแรงยาวนาน กรณีจำเป็นต้องอยู่ในสถานที่มีฝุ่นควันควรปิดปากหรือจมูกด้วยหน้ากากอนามัย และปิดคลุมภาชนะอาหารที่เตรียมจะกิน
     3.หากปริมาณฝุ่น 150-200 ไมโครกรัม/ลบ.ม.หรือสามารถมองเห็นเสาไฟฟ้าได้เพียง 2 ต้น แสดงว่าเป็นระดับที่มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ทุกคน ดังนั้น กลุ่มเสี่ยงและประชาชนที่ร่างกายแข็งแรงควรงดออกกำลังกายหรือออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งใช้หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆหากเป็นโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็กเล็กต้องงดกิจกรรมภายนอกอาคาร แต่หากมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นให้ปิดการเรียนการสอน หรืองดทำกิจกรรมชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือเข้าสู่ภาวะปกติ
     4.หากปริมาณฝุ่นมากกว่า 200 ไมโครกรัม/ลบ.ม. มองเห็นเสาไฟฟ้าได้เพียง 1 ต้น กลุ่มเสี่ยงให้อยู่เฉพาะในบ้านงดออกนอกบ้าน สำหรับประชาชนที่ร่างกายแข็งแรงควรจำกัดเวลาอยู่ภายนอกอาคารหรือจำกัดเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกที่พักให้ใช้หน้ากากอนามัย

     แม้ในแต่ละปีปัญหาหมอกควันจะเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว..


ที่มาของข้อมูล: วารสารสายใจไฟฟ้า ฉบับที่ 1/2555  www.saijaifaifamag.com

posted on 2 ต.ค. 2555 : 10:39 by Nutthaphong

  

เข้าชม : 2024





สุข...สุขภาพ
หมอกจางๆ หรือ ควัน ปัญหาที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ..
กาแฟ ดื่มดีได้..ดื่มร้าย..อันตราย !!