สาระน่ารู้ เที่ยวทั่วไทย ตะลอนทัวร์..เขื่อนป่าสักฯ


  

  

     ในที่สุด ลมหนาวก็มาเยือนอีกครา...อากาศดีขนาดนี้จะปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆได้อย่างไร จะขอพาคุณไปเที่ยวสัมผัสอากาศหนาวแบบชิลล์ๆ ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ได้ยินแบบนี้คนกรุงเทพฯ คงยิ้มหน้าบาน ด้วยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลแค่ 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงจุดหมายแล้ว...

  
     “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” เขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศแห่งนี้ตั้งอยู่ที่บ้านแก่งเสือเต้น ตำบลหนองบัว จังหวัดลพบุรี คุณสามารถใช้เส้นทางถนนพหลโยธินมุ่งหน้าจังหวัดสระบุรี เมื่อขับมาถึงอำเภอมวกเหล็ก ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนย่อยลพบุรี-วังม่วง ซึ่งเป็นทางไปสู่น้ำตกเจ็ดสาวน้อย และจะผ่านหน้าเขื่อนพอดี ตลอดเส้นทางมีป้ายบอกเป็นระยะชัดเจน ไม่ต้องกังวลว่าจะหลง...
     ถ้าจะเที่ยวให้คุ้มแนะนำว่าคุณควรออกจากบ้านก่อนแปดโมงเช้าและแวะทานอาหารเช้าให้เรียบร้อยเสียก่อน อย่าลืมเอากล้องตัวเก่งมาด้วย เพราะก่อนที่จะไปถึงเขื่อนอันเป็นจุดหมายปลายทางนั้น มีสถานที่งาม ๆ เป็นทางผ่านให้คุณแวะถ่ายรูปมากมาย เริ่มด้วย “อุโมงค์-ต้นไม้” มาเขื่อนป่าสักฯ ทั้งทีไม่แวะถ่ายรูปตรงจุดนี้ถือว่ามาไม่คุ้ม เพราะกว่าต้นไม้บนภูเขาหินปูนสองข้างทางจะเอนมาประชิดติดกันจนดูเหมือนอุโมงค์สีเขียวได้ใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว สวยงามขนาดไหนดูได้จากภาพที่เอามาฝาก... จุดต่อไปคือ “เนินพิศวง” ที่พิศวงเพราะเป็นเนิน แต่เมื่อจอดรถตรงเนินนี้แล้วแทนที่รถจะไหลลงกลับไหลขึ้น ถ้าคิดจะลอง ต้องระวังรถตามหลังสักนิด เปิดไฟสัญญาณให้ชัดเจน เพื่อที่คนขับคันหลังเขาจะได้รู้ว่าคุณกำลังท้าทายธรรมชาติ ไม่ใช่ท้าทายเขา...แต่อย่ามัวสนุกเพลินจนเลย 10 โมงเช้า เพราะมีเรื่องดี ๆ วิวสวย ๆ รออยู่ข้างหน้าอีก...นั่นก็คือ “ทุ่งทานตะวัน” ที่รายเรียงอยู่ทั้งสองฟากถนนสู่อำเภอวังม่วงบอกได้คำเดียวว่า สวยราวกับดินแดนมหัศจรรย์ในเทพนิยายอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว...
     หลาย 10 ปีที่ผ่านมา ชาวลพบุรีไม่เคยปลูกดอกทานตะวันจะปลูกก็แต่ข้าวโพดเป็นพืชหลัก แต่ต่อมาเกิดภาวะแห้งแล้งและราคาข้าวโพดตกต่ำรุนแรง รัฐจึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกทานตะวันแทน เพราะเป็นพืชล้มลุก ปลูกง่าย และใช้เวลาไม่นานก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ อีกทั้งยังมีราคาดี แต่ที่เกินคาดคิดก็คือความสวยงามของทุ่งทานตะวันสีเหลืองสดไกลสุดตายังดึงดูดใจให้ผู้ที่ผ่านไปผ่านมาต้องหยุดชม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ช่วยสร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้านได้ โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน - มกราคม ที่ดอกกำลังบานสะพรั่ง
     ที่แนะนำให้คุณมาถึงทุ่งทานตะวันไม่เกิน 10 โมงเช้า ก็เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะได้เห็นดอกทานตะวัน “เงยหน้า” มองพระอาทิตย์ หากเลยไปจนใกล้เที่ยง จากเงยจะกลายเป็น “แหงน”และ “หงาย” ภาพดอกทานตะวันนับล้าน ๆ ดอกกลางหุบเขาก็จะไม่สวยโดนใจ ที่สำคัญแดดในช่วง 10 โมงเช้ายังไม่ร้อนจัดคุณสาว ๆ จึงมีโอกาสชักภาพโดยที่หน้ายังใสเด้ง แถมมีลมเย็นพัดเบา ๆพอให้ผมสยายสวยชนะดอกทานตะวันได้สบาย ไม่ต้องพึ่งกระดาษซับมันที่คุณต้องชอบใจอีกอย่างก็คือไม่ว่าจะถ่ายภาพนานกี่ชั่วโมง เจ้าของไร่ก็เก็บค่าชมแค่ 5 บาทเท่านั้น ถ่ายรูปจนคอแห้งผากค่อยออกมาอุดหนุนน้ำทานตะวันรสหวานชื่นใจเจ้าของไร่ก็ไม่ว่า น่ารักเสียไม่มีหรือจะเลือกชิมไวน์ทานตะวัน แกล้มด้วยเมล็ดทานตะวันคั่วใหม่ ๆ สารพัดรสเป็นออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารกลางวันก็เข้าท่า...


     มื้อเที่ยงบนถนนสู่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีอาหารอร่อยให้คุณเลือกมากมาย ทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่ง ถ้าคุณเลือกอาหารไทย ที่ต้องลองให้ได้คือปลาแม่น้ำสด ๆ จากเขื่อน จะปลากด ปลาตะเพียน ปลาคัง ปลาม้าปลาเนื้ออ่อน เอามาต้ม ผัด แกง ทอด อร่อยทั้งนั้น ตามมาด้วยกุ้งแม่น้ำตัวโต มันเยิ้มเต็มหัว เนื้อหวานอย่าบอกใคร ร้านที่มีชื่อก็อยู่ไม่ไกลจากหน้าเขื่อนนั่นเอง ถูกใจร้านไหนเลือกได้ตามชอบ รับรองไม่มีพลาด... แต่ถ้าเลือกทานอาหารฝรั่ง ต้องลิ้มรสสเต็กเนื้อนุ่ม ๆร้านสเต็กรสเลิศมักจะซ่อนตัวอยู่ในไร่องุ่นชื่อดังที่อยู่ระหว่างทางถัดจากทุ่งทานตะวันมาไม่ไกลนัก แต่ละร้านบรรยากาศสวยร่มรื่นน่านั่งที่เด็ดขาดคือ กุ๊กแต่ละร้านเลือกใช้เนื้อวัวและเนื้อหมูชิ้นโตคุณภาพดีสมฐานะที่เป็นจังหวัดผู้เลี้ยงสุกรและวัวจริง ๆ อย่าลืมสั่งไวน์แดงที่ทำจากองุ่นที่ไร่ด้วย แล้วล้างปากด้วยพายหรือเค้กองุ่น แค่นี้ก็มีความสุขจะแย่
     จากมื้อเที่ยง ก็ถึงคราวมุ่งหน้าสู่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ดังตั้งใจ...นาม “ป่าสักชลสิทธิ์” นี้มีความหมายว่า “เขื่อนแม่น้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ” อันเป็นนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน แม่น้ำป่าสักนั้นแม้ว่าจะเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ในลำดับที่ 13 ของประเทศ แต่เนื่องจากมีความคดเคี้ยวมากประกอบกับชาวบ้านในจังหวัดเลย เพชรบูรณ์ ลพบุรี และสระบุรีต่างประกอบอาชีพเพาะปลูกซึ่งต้องการน้ำใช้ปริมาณมากตลอดทั้งปีจึงทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าแล้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระราชดำริว่าการสร้างเขื่อนจะช่วยแก้ปัญหาได้ โดยได้ทรงมอบหมายให้กรมชลประทานทำการศึกษาผลกระทบอย่างละเอียด จนได้ข้อสรุปว่าการสร้างเขื่อนจะมีประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง ดังที่พระองค์ทรงดำริไว้ และยังช่วยป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างโดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกด้วย นับแต่นั้นโครงการก่อสร้างเขื่อนจึงเริ่มต้นขึ้น และถูกนำเสนอผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเป็นลำดับ จนกระทั่งเริ่มลงมือก่อสร้างในปลายปี พ.ศ. 2537 ใช้เวลานาน 5 ปีจึงแล้วเสร็จ ในที่สุดได้ทำพิธีเปิดเขื่อนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จมาเป็นองค์ประธาน


     นอกเหนือจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อเกษตรกร ความสวยงามของทัศนียภาพโดยรอบยังทำให้เขื่อนแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งใหม่ของจังหวัดลพบุรีไปในทันทีที่เปิดโดยเฉพาะบริเวณสันเขื่อนที่มีความยาว 4,860 เมตร สูงจากพื้นดิน 36.50 เมตร มองเห็นท้องน้ำสีเขียวอ่อนไกลสุดตา เบื้องหลังมีทิวเขาสีฟ้าอมเทานอนทอดตัวเป็นจังหวะไกลลิบ ๆ ถ้าเดินทางมาเที่ยวชมในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ นักท่องเที่ยวจะสามารถชมวิวสวยบนสันเขื่อนได้สะดวก เพราะมีรถไฟเล็กและรถลากจูงคอยให้บริการ ผู้ใหญ่เสียค่าบริการเพียงคนละ 25 บาท ส่วนเด็กเหลือ 10 บาท พอขึ้นรถปุ๊บ ไกด์นำเที่ยวตัวน้อย ๆ ซึ่งเป็นนักเรียนประถมจากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดลพบุรี จะส่งเสียงเจื้อยแจ้วทักทายผ่านเครื่องขยายเสียงอย่างคล่องแคล่ว เมื่อรถขับผ่านไปทางไหน ไกด์ก็แนะนำและชี้ชวนให้ผู้มาเยือนได้รู้จัก เรียกได้ว่าไม่มีทางพลาดจุดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสวนสมุนไพร อาคารระบายน้ำต่าง ๆ ไปจนกระทั่งถึงสถานที่ประดิษฐาน “หลวงปู่ใหญ่ป่าสัก” หรือ “พระพุทธรัตนมณีมหาบพิตรชลสิทธิ์มงคลชัย” พระพุทธรูปปางสมาธิสีขาวงามสง่า พระหัตถ์ซ้ายหงาย และพระหัตถ์ขวาคว่ำอยู่บนพระชานุ แต่ถ้าคุณมีจักรยานเสือภูเขา จะพกใส่รถแล้วยกออกมาขี่เล่นชมวิวสันเขื่อนด้วยตนเองก็ได้...



     หลังจากไหว้ขอพรหลวงปู่ใหญ่แล้ว รถลากจูงจะเดินทางกลับในเส้นทางเดิม ปล่อยให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสถ่ายภาพกันตามสบายจากนั้นต้องไม่พลาดการเดินขึ้นไปชมทิวทัศน์ในมุมสูงที่ว่ากันว่าเป็นจุดที่สวยที่สุดบนหอคอยเฉลิมพระเกียรติที่อยู่ในบริเวณเขื่อน เมื่อเข้าไปในตัวอาคาร แวะสักการะพระบรมรูปของสามบูรพกษัตริย์ผู้ทรงคุณต่อเมืองละโว้กันเสียก่อน คือ พระนางจามเทวี สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วจึงเดินขึ้นบันไดสู่ชั้นบน แม้ทางขึ้นจะสูงเอาการ แต่ในระหว่างทางเดินขึ้นคุณไม่เหนื่อยสักนิด เพราะจะได้แวะชมภาพประวัติศาสตร์ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ในการเสด็จเยี่ยมราษฎร ณ จังหวัดลพบุรี ซึ่งหาชมได้ยากไปด้วย
     “หลังจากบันทึกภาพมุมสูงแล้ว คุณควรเดินชมทัศนียภาพโดยรอบเขื่อนอีกสักนิด พร้อมกับแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อของลพบุรีที่มีทั้งกระเป๋าถักลายสวยแบบเก๋จากป่านศรนารายณ์ ไวน์องุ่นรสเยี่ยมและเมล็ดทานตะวันคั่วหรือแบบอบแห้ง ถ้าอยากจะซื้อต้นทานตะวันกลับไปปลูกที่บ้านเป็นที่ระลึก ที่นี่ก็มีขายด้วยเช่นกัน และถ้าติดใจบรรยากาศที่สวย สงบ สบาย จนไม่ยากกลับ จะนอนพักกินลมชมวิวเล่นที่นี่สักคืนก็ได้ มีบริการบ้านพักสวัสดิการชลประทานไว้รับรองนักท่องเที่ยวหลายหลัง แต่ควรติดต่อจองบ้านพักไว้ล่วงหน้าที่โทร. 0-3649-4243 หรือ 0-3649-4032-3 แต่ในหน้าเทศกาลที่มีนักท่องเที่ยวเยอะทำให้ที่พักไม่พอ ทางเขื่อนก็อนุญาตให้กางเต็นท์ตั้งแคมป์ได้ถึงจะขนโขยงมากับพ้องเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่ก็สนุกได้อย่างมีรสชาติ

     หากหนาวนี้ยังไม่มีโปรแกรม มาตะลอนทัวร์เที่ยวเขื่อนป่าสักฯ กันสักตั้ง รับรองได้ประทับใจจนยากจะลืม..


ที่มาของข้อมูล: วารสารสายใจไฟฟ้า ฉบับที่ 12/2554  www.saijaifaifamag.com

posted on 4 ต.ค. 2555 : 12:00 by Nutthaphong

  

เข้าชม : 3259





มหัศจรรย์ดินแดนงามกลางหุบเขาเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมล้านนา
ตะลอนทัวร์..เขื่อนป่าสักฯ
ตะลอนหัวหิน เที่ยว 3 ตลาด..
เยือนพิพิธภัณฑ์ ‘วังวรดิศ’ ที่ประทับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ