สาระน่ารู้ รู้คิดรู้ใช้ รู้คิด รู้ใช้


  


รู้คิด รู้ใช้

อยากออม อยากลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากเล่นหุ้นตราสารทุนก็กลัวเสี่ยงจะขาดทุน ลงทุนอย่างอื่นก็ไม่รู้จักไม่รู้จะออม-ลงทุนอะไรดี สุดท้ายก็ยังคงฝากเงินไว้เหมือนเดิม”เชื่อว่าประโยคนี้น่าจะเป็นเรื่องโดนใจหลายๆ คน การเพิ่มพูนเงินเย็นให้ได้ดอกเบี้ยมากกว่าการฝากเงินและมีอัตราเสี่ยงน้อยมีการออม-ลงทุนแบบต่างๆ ซึ่งมีหลากหลายกว่าที่เราคิดกันมากนัก- เงินฝาก/ตั๋วแลกเงิน เป็นรูปแบบการออมเงินพื้นฐานที่น่าจะพอเป็นที่รู้จักกันบ้างอยู่แล้ว สามารถเลือกหาได้ที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไป มีทั้งแบบฝากออมทรัพย์ เผื่อเรียกและฝากประจำเป็นช่วงระยะเวลา เมื่อครบกำหนดก็จะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย”

- ตราสารหนี้ เป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งซึ่งผู้ที่เข้าไปลงทุนจะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ขณะที่หน่วยงานหรือบริษัทที่รับเงินไปนั้นก็จะมีฐานะเป็น “ลูกหนี้” จึงต้องออกเอกสารหรือตราสาร เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันในสิทธิ์ของเจ้าหนี้ว่าจะได้รับเงินคืนพร้อมกับผลตอบแทนอย่างไรและในระยะเวลาเท่าใดชื่อเรียกของตราสารหนี้อาจจะแตกต่างออกไปตามหน่วยงานที่ออกตราสารหนี้นั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ตราสารหนี้
ที่ออกโดยรัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจ ก็จะเรียกว่า “พันธบัตรรัฐบาล”เสมือนเราให้รัฐบาลกู้เงินนั่นเอง และอีกกลุ่มคือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน จะเรียกว่า “หุ้นกู้เอกชน”ปกติแล้วหุ้นกู้เอกชนจะมีระดับ “ความเสี่ยง” สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล ฉะนั้น ผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนก็จะสูงกว่าเช่นกัน ตามหลักการ High Risk, High Return (เสี่ยงสูง ย่อมมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง) นั่นเอง

- ตราสารทุน เป็นรูปแบบการลงทุนโดยเข้าไปเป็น “เจ้าของกิจการ” ตัวอย่างที่รู้จักกันดีของการลงทุนแบบนี้ก็คือ “หุ้น” การลงทุนลักษณะนี้จะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าแบบอื่นๆ เพราะในกรณีกิจการประสบผลขาดทุน ก็จะกระทบต่อเงินลงทุนที่ “ผู้ถือหุ้น” จ่ายเข้าไปถือหุ้นในกรณีที่กิจการมีผลกำไรดี กิจการก็จะจ่าย “เงินปันผล”ให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นการตอบแทน ฉะนั้น ความเสี่ยงที่สูงก็จะนำมาซึ่งโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเช่นกันตราสารทุนก็สามารถซื้อ-ขายเปลี่ยนมือกันได้ในระดับราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกัน ฉะนั้น ผู้ถือหุ้นก็มีโอกาสได้รับผลประโยชน์หรือขาดทุน จากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ซื้อมาและขายออกไปด้วย

                          

- กองทุนรวม เป็นช่องทางการออมและลงทุนที่ง่ายกว่าตราสารทุน เราไม่ต้องเสียเวลาจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตัดสินใจว่าจะซื้อ-ขายหุ้นตัวไหนหรือหุ้นกู้บริษัทอะไร เพราะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนคอยดูแลให้ โดยบริษัทเหล่านี้มีการกำหนดนโยบาย” เอาไว้ว่าจะไปลงทุนอะไรบ้าง น้ำหนักการลงทุนแต่ละอย่างเป็นเท่าใด และความเสี่ยงเป็นอย่างไร เช่น ลงทุนในตราสารหนี้ 50% ตราสารทุน 30% เงินฝากและอื่นๆ อีก 20% เป็นต้นนโยบายของการตั้งกองทุนรวม มี “ผู้จัดการกองทุน” ซึ่งเป็นมืออาชีพในด้านการลงทุนเข้ามาบริหารโดยตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อ-ขายการลงทุนต่างๆ อย่างไรเพื่อให้กองทุนได้รับผลประโยชน์ที่ดีที่สุดการลงทุนในกองทุนรวมก็คือการเข้ามาซื้อ “หน่วยลงทุน”(เสมือนการถือหุ้นในกองทุนรวมนั่นเอง) ฉะนั้น ผลตอบแทนที่ได้รับจากกองทุนรวมก็จะคล้ายกับหุ้นคือ มีทั้งเงินปันผล และ/หรือกำไร-ขาดทุนจากการขายหน่วยลงทุน เช่นกันนอกจากนี้ การลงทุนในกองทุนรวม 2 แบบ คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund-LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund-RMF) สามารถนำมาใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

- ประกันชีวิต หลายคนอาจประหลาดใจว่าประกันชีวิตเป็นการออม-ลงทุนได้อย่างไร ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะประกันชีวิตระยะ 10-15 ปี ถือว่าออมไม่นานนักก็มีโอกาสได้ใช้เงินก้อนในอนาคต ต่างจากแบบเดิมที่ซื้อไว้เพื่อคนที่อยู่ข้างหลังเท่านั้นการออมผ่านประกันชีวิตเป็นระบบช่วยให้สามารถเก็บเงินก้อนได้มีประสิทธิภาพ เพราะต้องมีวินัยการออมสูง ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับก็ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนดอกเบี้ยการออมแบบอื่นๆ รวมถึงเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตก็ยังสามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เช่นกัน แถมระหว่างทางก็มี “ความคุ้มครองชีวิต” เผื่อเหตุไม่คาดฝันด้วย ซึ่งเป็นกาออมลักษณะเดียวเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้

- การลงทุนอื่นๆ เป็นทางเลือกใหม่ๆ ของการออมหรือลงทุนในสิ่งที่คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น งานศิลปะรถโบราณ พระเครื่อง หรือแม้แต่กระเป๋าแบรนด์เนมบางยี่ห้อ ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะตอบโจทย์ได้ทั้งความชอบส่วนตัวแล้วยังมีโอกาสสร้างผลกำไรที่เพิ่มขึ้นในอนาคตนอกจากนี้ยังรวมถึงทองคำ ซึ่งสามารถออมได้ในรูปของทองรูปพรรณ และทองคำแท่งอีกด้วยมาถึงจุดนี้จะเห็นว่า “การออม-ลงทุน” มีทางเลือกที่หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับ “ความเสี่ยง-ผลตอบแทน” ที่แต่ละคนพอใจซึ่งในฉบับต่อๆ ไปเราจะมาลงลึกไปในรายละเอียดของการลงทุนแต่ละแบบให้เข้าใจและสามารถเลือกได้เหมาะสมกับ “โจทย์” ของแต่ละคนต่อไป เพราะการออม-ลงทุนต้องอาศัยระยะเวลา ฉะนั้นรู้ก่อน+ออมก่อน ย่อม...รวยกว่า


posted on 21 เม.ย. 2559 : 14:43 by tomwebmaster

  

เข้าชม : 581




รู้คิด รู้ใช้
ทำอย่างไรระบบแสงสว่างจะใช้ได้ดีมีประสิทธิภาพ..
หลอดไฟที่ให้แสงสว่างมีแบบใดบ้าง..?